อะตอมและสมบัติของธาตุ

ดาลตัน
1. สสารประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด มีลักษณะทรงกลมตัน ไม่สามารถแบ่งแยกได้ เรียกว่า อะตอม
2. อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันมีมวลและสมบัติเหมือนกัน แต่จะด่างจากอะตอมของธาตุอื่น
3. สารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุที่ต่างกัน 2 ชนิดขึ้นไป มารวมตัวกันในสัดส่วนที่เป็นเลขลงตัว
4. อะตอมไม่สามารถสร้างหรือทำลายได้

ทอมสัน
สสารกับการนำไฟฟ้า
1. ของแข็ง จะนำไฟฟ้าได้ เมื่อของแข็งนั้นมีอิเล็กตรอนอิสระเคลื่อนที่ได้ เช่น โลหะ แกรไฟต์
2. ของเหลว จะนำไฟฟ้าได้ เมื่อของเหลวนั้นแตกตัวเป็นไอออนได้ เช่น NaCl(aq) HCl(aq)
3. แก๊ส จะนำไฟฟ้าได้ ที่ความดันต่ำ ความต่างศักย์สูง

การทดลองหลอดรังสีแคโทดของทอมสันทดลองการนำไฟฟ้าของก๊าซในหลอดสุญญากาศ โดยติดตั้งขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูงเข้าไป จะเกิดการเรืองแสง เพราะก๊าซภายในหลอดแตกตัวและนำไฟฟ้าได้
ภายในหลอดมีก๊าซค่อนข้างเบาบาง ความดันต่ำมาก เพื่อให้อนุภาคของก๊าซแตกตัวได้
ขั้วแอโนด(+) เจาะรูเพื่อให้อนุภาคจากขั้วแคโทด(-) วิ่งทะลุผ่านเป็นเส้นรังสีผ่านไปยังสนามไฟฟ้า
เมื่อรังสีแคโทดเคลื่อนที่ผ่านสนามไฟฟ้า พบว่ารังสีแคโทดเบี่ยงเบนเข้าหาขั้วบวก แสดงว่ารังสีแคโทดมีประจุลบ
สารเรืองแสง (ZnS) ช่วยให้เห็นตำแหน่งที่รังสีแคโทดตกกระทบที่ก้นหลอด
สนามแม่เหล็ก คร่อมที่เดียวกับสนามไฟฟ้า เพื่อให้เกิดแรงแม่เหล็กหักล้างกับแรงจากสนามไฟฟ้า
การหาค่า ประจุต่อมวล (e/m) ของอิเล็กตรอน
อาศัยสมดุลของแรงไฟฟ้าและแรงแม่เหล็ก
แรงไฟฟ้า = แรงแม่เหล็ก
qE = qvB
หาค่าประจุต่อมวลของอิเล็กตรอนได้
q/m ของอิเล็กตรอน = 1.7 x 108 C/g
รังสีแอโนด(รังสีบวก) ของโกลด์สไตน์
โกลด์ชไตน์ได้ทำการทดลองโดยการเจาะรูไว้ที่ขั้วแคโทด เพื่อศึกษารังสีบวกที่วิ่งจากขั้วแอดโนด พบว่าการเบี่ยงเบนของรังสีบวกในสนามไฟฟ้าของก๊าซแต่ละชนิดที่บรรจุในหลอดรังสีแคโทดแตกต่างกัน และพบว่าค่าประจุต่อมวลของอนุภาคบวกที่คำนวณได้ของแก๊สแต่ละชนิดมีค่าไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า อนุภาคบวกที่พบนี้เป็นอนุภาคพื้นฐานของธาตุแต่ละชนิด

รังสีแคโทดและรังสีแอโนด
รังสีแคโทด มาจากขั้วแคโทดโดยตรงและมาจาก e ที่หลุดออกจากอะตอมของก๊าซภายในหลอดที่ถูกชนหลุดออกมาก ส่วนรังสีแอโนด(รังสีบวก) เกิดจากอะตอมของก๊าซที่เสีย e ออกไปกลายเป็นอนุภาคบวก
การหาประจุของมิลลิแกน
หาประจุของอิเล็กตรอนด้วยการทดลองหยดน้ำมัน (Oil drop) โดยการทำให้หยดน้ำมันมีประจุเป็นลบ ลอยอยู่นิ่งในสนามไฟฟ้า โดยอาศัยสมดุลของแรงไฟฟ้ากับแรงโน้มถ่วง

พ่นหยดน้ำมันเป็นละอองเล็กๆ หยดน้ำมันจะตกผ่านรูลงมาตามแรงโน้มถ่วง
ยิงรังสีเอกซ์ ไปยังบริเวณโดยรอบหยดน้ำมัน อากาศจะแตกตัวเป็นไอออนและ อิเล็กตรอน แล้วอิเล็กตรอนจะไปเกาะที่หยดน้ำมัน ทำให้หยดน้ำมันมีประจุลบ
หยดน้ำมันที่มีประจุลบ จะถูกแรงดึงขึ้นจากสนามไฟฟ้าแผ่นบวก สังเกตหยดที่ลอยอยู่นิ่ง เพราะเกิดสมดุลระหว่างแรงไฟฟ้ากับแรงโน้มถ่วง
คำนวณหาค่าประจุ โดยอาศัยสมดุลของแรงไฟฟ้ากับแรงโน้มถ่วง
qE = mg
q = mg/E
q = 1.6 x 10-19 C
จาก e/m ของอิเล็กตรอน = 1.7 x 108 C/g
จะได้ มวลของอิเล็กตรอน = 9.11 x 10-28 g
สรุปทอมสัน
1. อะตอมของธาตุทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุเป็นลบ เรียกอนุภาคนี้ว่า อิเล็กตรอน
2. อะตอมมีลักษณะเหมือน Plum pudding เป็นทรงกลม ประกอบด้วยอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบกระจายตัวฝังอยู่ในเนื้อของอะตอมที่มีประจุเป็นบวก
รัทเทอร์ฟอร์ด
สมติฐาน จากแบบจำลองอะตอมของทอมสัน เมื่อยิงรังสีแอลฟา (α-ray) ซึ่งมีประจุบวกไปยังแผ่นทองคำบางจะไม่มีรังสีแอลฟาที่สะท้อนกลับ เพราะประจุบวกในเนื้ออะตอมกระจายตัว ทำให้มีความหนาแน่นของประจุบวกเบาบางจนไม่สามารถผลักรังสีแอลฟาให้สะท้อนกลับได้

ผลการทดลอง เมื่อยิงรังสีแอลฟาไปยังแผ่นทองคำบาง พบว่ารังสีส่วนใหญ่ยังคงทะลุผ่านไปในแนวเดิม และมีรังสีแอลฟาบางส่วนเบี่ยงเบนและสะท้อนกลับได้
สรุปจากผลการทดลอง แสดงว่า อะตอมประกอบด้วยอนุภาคบวกที่รวมตัวกันขนาดเล็กและหนาแน่นมากเป็นนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบๆนิวเคลียส
*จากการทดลองของรัทเทอร์ฟอร์ด ทำให้ทราบสัดส่วนพื้นที่หน้าตัดของอะตอมต่อพื้นที่หน้าตัดของนิวเคลียส

ตัวอย่าง ถ้าปริมาณรังสี่ที่สะท้อนกลับต่อปริมาณรังสี่ทั้งหมดที่ยิงไปยังแผ่นทองคำบาง มีค่าเท่ากับ 10-10 รัศมีอะตอมมีขนาดเป็นกี่เท่าของรัศมีนิวเคลียส
วิธีทำ ให้ อนุภาคที่ยิงทั้งหมด = 1
อนุภาคที่สะท้อน = 10-10
รัศมีอะตอม = R
รัศมีนิวเคลียส = r
อนุภาคทั้งหมด/ที่สะท้อน = พท.หน้าตัดอะตอม/นิวเคลียส
1/10-10 = (R/r)2
R/r = 105
รัศมีอะตอมมีขนาดเป็น 105 เท่าของรัศมีนิวเคลียส
การค้นพบโปรตอน ของรัทเทอร์ฟอร์ด
รัทเทอร์ฟอร์ด ทดลองยิงรังสีแอลฟาใส่ก๊าซไนโตรเจนในหลอดก๊าซ แล้วตรวจพบประจุบวก ไฮโดรเจนนิวคลิไอ (H+) ซึ่งน่าจะหลุดออกมาจากนิวเคลียสของอะตอมไนโตรเจน เมื่อทำการทดลองกับก๊าซชนิดอื่นๆ ก็ให้ผลการทดลองเช่นเดียวกัน ซึ่งอนุภาค H+ นี้คือ โปรตอน จึงสรุปได้ว่า โปรตอนเป็นอนุภาคมูลฐานของอะตอม
แซดวิก
จากการค้นพบโปรตอน รัทเทอร์ฟอร์ดยังคงสงสัยว่า เหตุใด มวลอะตอมของธาตุ จึงมีค่ามากว่าเลขอะตอม(จำนวนโปรตอน)ประมาณ 2 เท่า จึงทำให้รัทเทอร์ฟอร์ดคิดว่าน่าจะมีอนุภาคอีกหนึ่งชนิดที่มีมวลใกล้เคียงกับโปรตอน แต่เป็นกลางทางไฟฟ้า รวมอยู่กับโปรตอนในนิวเคลียส

แซดวิกทำการทดลองโดยยิงอนุภาคแอลฟาไปยังแผ่นเบริลเลียม ทำให้อนุภาคชนิดหนึ่งหลุดออกมาจากแผ่นเบริลเลียม อนุภาคนี้ชนแผ่นพาราฟิน จะได้อนุภาคโปรตอนหลุดออกมา ซึ่งสามารถตรวจวัดได้ จากการทดลองทำให้แซดวิก สรุปว่า อนุภาคที่หลุดออกจากแผ่นเบริลเลียม และสามารถชนให้โปรตอนหลุดออกจากแผ่นพาราฟินได้จะต้องมีมวลใกล้เคียงกับโปรตอน และเมื่อตรวจสอบพบว่าอนุภาคนี้ไม่มีประจุ จึงเรียกอนุภาคนี้ว่า นิวตรอน

มวลของโปรตอนและมวลของนิวตรอนมีค่าใกล้เคียงกัน ซึ่งมีค่ามากว่ามวลของอิเล็กตรอนประมาณ 1,800 เท่า
มวลของโปรตอน + มวลของนิวตรอน >> มวลของอิเล็กตรอน มาก ๆ
มวลอะตอม จึงคิดเฉพาะมวลของโปรตอน+มวลของนิวตรอน ไม่คิดมวลอิเล็กตรอน
สัญลักษณ์นิวเคลียร์ คือสัญลักษณ์ธาตุที่มีเขียนแสดงทั้งเลขอะตอมและเลขมวล
เลขอะตอม (Atomic number) เป็นเลขที่ระบุจำนวนโปรตอน หรือ อนุภาคบวกในนิวเคลียส
เลขมวล (Mass number) เป็นเลขที่ระบุจำนวนโปรตอนกับจำนวนนิวตรอนรวมกัน

การระบุจำนวนอนุภาคจากสัญลักษณ์นิวเคลียร์
จำนวนโปรตอน ดูเลขอะตอม (เลขล่าง)
จำนวนนิวตรอน เลขมวลลบเลขอะตอม (บน - ล่าง)
จำนวนอิเล็กตรอน ให้ดูประจุด้วย ถ้าประจุ
0 จำนวนอิเล็กตรอน = จำนวนนิวตอน
m+ จำนวนอิเล็กตรอน < จำนวนโปรตอน อยู่ m ตัว
m- จำนวนอิเล็กตรอน > จำนวนโปรตอน อยู่ m ตัว
ตัวอย่าง จงระบุจำนวนอนุภาคมูลฐานของธาตุหรือไอออนต่อไปนี้

จากสัญลักษณ์นิวเคลียร์ จะได้ว่า
K มี 19 โปรตอน 20 นิวตรอน 19 อิเล็กตรอน ส่วน K+ มี 19 โปรตอน 20 นิวตรอน 18 อิเล็กตรอน
ไอโซโทป (Isotope)

อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันที่มีเลขอะตอมเท่ากันแต่มีเลขมวลต่างกัน หรืออะตอมของธาตุชนิดเดียวกันที่มีจำนวนโปรตอนเท่ากันแต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกันธาตุที่เป็นไอโซโทปกันจะมีสมบัติทางเคมีเหมือนกัน
ไอโซโทน (Isotone)

ธาตุต่างชนิดกันที่มีจำนวนนิวตรอนเท่ากัน
ไอโซบาร์ (Isobar)
ธาตุต่างชนิดกันที่มีเลขมวลเท่ากัน
ไอโซอิเล็กทรอนิก (Isoelectronic) สารที่มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากัน
7N3- 8O2- 9F- 10Ne 11Na+ 12Mg2+ 13Al3+ มี e- = 10 ตัวเท่ากัน
16S2- 17Cl- 18Ar 19K+ 20Ca2+ มี e- = 18 ตัวเท่ากัน